มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับสม้ครนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (MSIT)

ศึกษาต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ MSI

ศึกษาต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ M

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://www.msit.ru.ac.th/

Posted in News | Tagged , , , , | 2 Comments

MSIT Graduation Directory 2013

This gallery contains 78 photos.

Gallery | Tagged | Leave a comment

บริษัท สามารถเทเลคอม จำกัด ต้องการรับสมัคร System Analyst หลายอัตรา

ด้วยทางบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน)  ต้องการรับ    Sัystem  Analyst    ของ ทาง  Samart  หากมีเพื่อนหรือน้อง ๆ สนใจ  ติดต่อตรงที่คุณ   ณัฐพงษ์   089-356-4618  ( ตัวเลขเงินเดือนสามารถเจรจาต่อรองได้ )

สามารถเทเลคอม รับสมัคร SA

สามารถเทเลคอม รับสมัคร SA

Posted in Uncategorized | Tagged , , , | Leave a comment

MSIT เค้าเรียนอะไรกัน? แล้วเรียนไปเพื่ออะไร?

จากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ MSIT (Master of Science in Information Technology) ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้มีส่วนช่วยเหลือในเรื่องการให้คำแนะนำในการเรียนแก่ทั้งรุ่นพี่และ น้อง ๆ ที่เรียนรุ่นเดียวกันอยู่บ้าง  ทำให้ผมได้ข้อคิดทั้งจากการเรียนในห้องเรียนและการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษา MSIT ในสถาบันเดียวกัน ผมจึงอยากจะถ่ายทอดความคิดเห็นเป็นบทความสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนที่จะศึกษาต่อในสาขานี้ เพื่อประเมินว่าตนเองมีความพร้อมหรือความเหมาะสมที่จะเรียนในสาขานี้หรือไม่ หรือผู้ที่กำลังศึกษาอยู่แล้วและกำลังวางแผนว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วจะวางแผนเส้นทางอาชีพอย่างไรต่อไป

เรียนอะไรบ้าง
การเรียน MSIT นั้น ต่างจากการเรียนในสาขาวิทยการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) หรือ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Engineering) ที่จะมุ่งเน้นการเรียนและการศึกษาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในเชิงการต่อยอดศาสตร์คอมพิวเตอร์หรือการเป็นผู้เชียวชาญด้านคอมพิวเตอร์เฉพาะทาง แต่ MSIT จะเรียนในเชิงภาพรวมของการนำระบบคอมพิวเตอร์ไปประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ ดังนั้นวิชาที่เรียนจะกว้างและหลากหลาย ทั้งเรื่องวิศวกรรมเว็บ(Web Enginnering)  การประยุกต์ใช้สารสนเทศเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ(Information Strategy)  การรวมระบบเข้าด้วยกัน(System Integration) ฯลฯ แต่ก็จำเป็นต้องเรียนวิชาหลักที่เป็นพื้นฐานของความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ด้วยเช่น ระบบฐานข้อมูล  เทคโนโลยีระบบเครือข่าย ระบบปฏิบัติการ  การวิเคราะห์และออกแบบระบบ   ดังนั้นการเรียน MSIT จึงเน้นไปที่การเรียนเพื่อเป็นผู้บริหารระบบ หรือผู้ออกแบบระบบ มากกว่าการเรียนเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์  ดังนั้นก่อนที่จะเลือกเรียนสาขานี้ก็ต้องตอบตัวเองก่อนว่า ชอบงานที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการหรือการวิเคราะห์วางแผนหรือไม่

คุณสมบัติของผู้เรียน
การเรียนในสาขานี้ ผู้เรียนอาจไม่จำเป็นต้องจบมาทางด้านไอทีโดยตรงก็ได้  แต่คนที่เรียนจบมาจะได้เปรียบกว่า เพราะการเรียนในสาขานี้พื้นฐานความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ที่ดีจะช่วยให้สามารถเข้าใจเนื้อหาของวิชาที่เรียนได้ดีกว่าและเร็วกว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก  คุณสมบัติจำเป็นสองประการที่ผมเห็นว่าสำคัญมากสำหรับการเรียนสาขานี้แต่ส่วนใหญ่ที่มาเรียนมักจะขาดก็คือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษและทักษะการเขียนโปรแกรม  ทักษะภาษาอังกฤษช่วยให้สามารถอ่านและทำความเข้าใจตำราเรียนที่ส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษได้ ซึ่งถึงแม้จะมีตำราแปลเป็นภาษาไทยแต่เนื้อหาบางส่วนก็ผิดเพื้ยนหรือตกหล่นหายไปเยอะมากขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้แปลผู้เรียบเรียง แต่สำหรับบางคนถ้าการอ่านตำราภาษาอังกฤษเป็นเรื่องเกินกำลังก็คงต้องพึ่งตำราภาษาไทย ซึ่งก็ช่วยได้บ้างแต่คะแนนสอบที่ออกมาอาจะได้ไม่ดีเท่าที่ควร    ส่วนทักษะการเขียนโปรแกรมนั้นช่วยได้มากเวลาเรียนวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพัฒนา application หรือการออกแบบระบบ  และช่วยในการพัฒนาระบบในการทำโครงการในช่วงการค้นคว้าอิสระ  แต่สำหรับคนที่ไม่มีทักษะตรงนี้เลยใช่ว่าจะเรียนไม่ได้ เพียงแต่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากเนื้อหาของวิชาที่เรียนได้น้อยกว่า และเวลาทำโครงการต่าง ๆ ก็ต้องเสียเงินไปจ้างให้ programmer ช่วยเขียนให้อีกที

ความคาดหวังของผู้เรียน
คนที่เรียนสาขานี้และตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะได้เป็นนักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) หรือผู้บริหารโครงการ(Project Manager) ซึ่งเป็นตำแหน่งงานในลำดับที่สูงขึ้นตามสายงานอาชีพด้านไอที ถัดจากโปรแกรมเมอร์ นั้น  จะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติในเรื่องประสบการณ์การทำงานของตนเองด้วย คนที่จะสามารถทำงานในตำแหน่ง System Analyst โดยทั่วไปแล้ว อย่างน้อยจะต้องมีประสบการณ์ในการทำงานในตำแหน่ง Programmer อย่างน้อยห้าปีขึ้นไป  หรือคนที่จะเป็น Project Manager ก็ควรจะต้องเคยผ่านงานด้าน System Analyst มาแล้ว และมีทักษะด้านภาษาอังกฤษและการบริหารที่ดีพอสมควร  ดังนั้นนักศึกษาที่อายุน้อยและเพิ่งจบปริญญาตรีมาใหม่ ๆ ยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานแล้วมาเรียนต่อด้าน MSIT ทันที  เมื่อเรียนจบแล้วอาจจะต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์ทางด้านการพัฒนาระบบสักระยะหนึ่งก่อนจึงจะสามารถขยับขึ้นมาอยู่บนตำแหน่งดังกล่าวได้   แต่สำหรับคนที่ทำงานด้าน Programmer หรือ System Analsyt มาสักระยะหนึ่งแล้ว (ไม่น้อยกว่าห้าปี) การมาเรียนต่อยอด MSIT จะมีประโยชน์มากในการปรับให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่าของเส้นทางอาชีพดังที่กล่าวมาแล้วได้ง่าย แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความสามารถส่วนตัวของแต่ละคนด้วย  แต่การมีวุฒิการศึกษา MSIT ก็ช่วยในเรื่องดังกล่าวได้มาก

ทั้งหมดนี้ก็เป็นมุมมองและความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง ที่ได้จากประสบการณ์ทำงานด้านไอทีมากว่าสิบปีและจากการมาเรียน ที่ RU MSIT   หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่กำลังคิดจะศึกษาต่อ MSIT และผู้ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาได้วางแผนเส้นทางอาชีพในอนาคตต่อไปครับ

เขียนโดย     ชาคริต   กุลไกรศรี

Posted in Uncategorized | Tagged , , , , , , | Leave a comment

Catfish Management (การบริหารงานแบบปลาดุก)

หลาย ๆ คน คงเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีการที่เรือประมงใช้ในการขนส่งปลาแซลมอนที่จับได้จากท้องทะเลลึก เนื่องจากปลาแซลมอนเป็น ๆ นั้น ขายได้ราคาดีกว่าปลาแซลมอนแช่แข็งมาก แต่ระยะเวลาในการเดินทางที่ยาวนานกว่าจะกลับถึงฝั่ง ทำให้ปลาแซลมอนที่จับได้และเก็บไว้ในถังน้ำบนเรือมักจะตายไปมากกว่าครึ่งก่อนที่เรือจะถึงฝั่งเพราะความอ่อนล้า  เพื่อแก้ปัญหานี้ ชาวประมงจึงใส่ปลาดุกเข้าไปในถังน้ำหนึ่งตัว ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนทำให้ปลาแซลมอนในถังทั้งหมดเกิดความตื่นตัวและว่ายวนไปมาตลอดเวลาเพื่อหนีจากปลาดุก ซึ่งทำให้ปลาแซลมอนในถังเหล่านั้นมีความแข็งแรงและมีอัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อเรือถึงฝั่ง

ทฤษฎีดังกล่าวตอนนี้มีการนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการแล้วครับ ก็คือบริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศจีนที่ชื่อ ไฮเออร์  เมื่อเอ่ยถึงของที่ผลิตในประเทศจีน ส่วนใหญ่พวกเรามักจะนึกถึงของที่มีราคาถูกและคุณภาพต่ำ ใช้ได้ไม่กี่เดือนก็พัง ซึ่งประเทศจีนเองก็ทราบจุดอ่อนข้อนี้ดีและกำลังพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ดังกล่าว บริษัท ไฮเออร์ เป็นบริษัทแรก ๆ ในประเทศจีนที่เป็นผู้บุกเบิกในการผลิตสินค้าที่ไม่เน้นราคาถูกแต่เน้นคุณภาพเพื่อลบล้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของสินค้าจีน ซึ่งวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาก็คือ การบริหารแบบปลาดุก (Catfish Management) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการ  เราลองมาอ่านบทความจากข่าวของ BBC News เกี่ยวกับแนวคิดในเรื่องนี้ของประธานกรรมการบริหารของบริษัทไฮเออร์ คุณ จางรุ่ยหมิน ดูครับ ว่ามีแนวคิดและการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

ตัดจากบางส่วนของบทความ Smashing way to start a global business
โดย Peter Day : Global business correspondent  BBC News

Catfish Management
การบริหารงานแบบปลาดุก

The Chinese people say, ‘If you want to play chess, you need to play it with the master,’ because that’s the only way you learn”
Zhang Ruimin              

มีคำกล่าวของชาวจีนว่า “ถ้าคุณต้องการเล่นหมากรุก คุณต้องเล่นกับระดับปรมาจารย์เท่านั้น เพราะนั้นเป็นวิธีเดียวที่คุณจะได้เรียนรู้”
จางรุ่ยหมิน

Zhang Ruimin set out for me the evolution of his management ideas.”In the 1980s we mostly learned from Japanese companies,” he says. “In the 1990s, we learned from American companies: General Electric’s Six Sigma insistence on quality, for example.

จางรุ่ยหมินเริ่มต้นกล่าวถึงพัฒนาการในแนวคิดการบริหารจัดการของเขา ในปี 1980 ส่วนใหญ่พวกเราเรียนรู้จากบริษัทญี่ปุ่น  เขากล่าว  ในปี 1990 พวกเราเรียนรู้จากบริษัทอเมริกัน ตัวอย่างเช่น การยืนหยัดมั่นคงในคุณภาพด้วย ซิก ซิกม่า ของบริษัท เจเนอรัล อิเล็กทริกส์

“But now we have incorporated many of those best practices into building our own innovative business model. It’s called the win-win model, aligning employee goals with user needs.”

แต่ปัจจุบันเราได้รวมเอาวิธีปฏิบัติงานที่ได้ผลที่สุดเหล่านั้น นำมาสร้างเป็นรูปแบบทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมของเราเอง  ซึ่งเรียกว่า win-win model  โดยนำเอาเป้าหมายของพนักงานและความต้องการของลูกค้ามาทำการจัดวางรวมเข้าด้วยกัน

So (for example) Haier is trying to use the internet to put customers in touch with the people who make the goods, and workers in touch with the product-people who design them. But doing this is hard work.

ดังตัวอย่างเช่น ไฮเออร์กำลังพยายามใช้อินเตอร์เน็ตในการทำให้ให้ลูกค้าติดต่อกันตลอดเวลากับบุคคลากรที่เป็นผู้ผลิตสินค้า และให้คนงานติดต่อกันตลอดเวลากับบุคคลากรทางด้านการผลิตที่เป็นผู้ออกแบบสินค้าเหล่านั้น  แต่การจะทำเช่นนี้ได้เป็นงานที่หนักมาก

“We’re still in a trial and error period and we’re still exploring new models,” says Mr Zhang. “In the past we had examples to follow but now we are in uncharted territory.”

“เรากำลังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกอยู่และเรายังคงค้นหารูปแบบใหม่ ในอดีตเรามีตัวอย่างให้เดินตามแต่ตอนนี้เรากำลังอยู่ในเขตแดนที่ไม่เคยมีการบันทึกมาก่อน” คุณจางกล่าว

Zhang Ruimin calls this “management without leaders”. Workers are supposed to be led by the consumers of the things they make.

จางรุ่ยหมิน เรียกมันว่า การบริหารแบบไม่ต้องมีผู้นำ  คนงานจะดูเหมือนกับมีผู้บริโภคสิ่งที่พวกเขาทำ มาเป็นผู้นำแทน

He adds: “The most difficult thing is that in the past the employees would listen to their bosses, but now they don’t have any bosses they have to listen to the users.”

เขาเสริมว่า สิ่งที่ยากที่สุดก็คือในอดีตพวกลูกจ้างจะฟังนายของพวกเขา แต่ปัจจุบันพวกเขาไม่มีเจ้านายอีกต่อไป พวกเขาจะต้องฟังลูกค้า

To make this practical, Haier has broken down its 80,000 workforce into hundreds of internal micro companies, each with a profit and loss account even when they are only supplying internal corporate customers. Employees with a good idea are encouraged to find a team to develop it and get it made.

ในการทำให้สิ่งนี้เกิดผลในทางปฏิบัติ  ไฮเออร์ได้แยกย่อยแรงงาน 80,000 คน ออกเป็นกลุ่มบริษัทภายในย่อย ๆ ขนาดเล็กนับร้อย  แต่ละแห่งจะมีการทำบัญชีกำไรขาดทุนของตนเอง แม้ว่าจะเป็นเพียงการบริการลูกค้าภายในองค์กรเองก็ตาม  ลูกจ้างที่มีแนวคิดที่ดีจะถูกสนับสนุนให้ค้นหาทีมที่จะพัฒนาแนวคิดนั้นและนำมันมาทำให้เกิดผล

Another striking Haier innovation is “catfish management”. In fact it’s an acknowledgement that there are still leaders even in a so-called leaderless organisation. They may be a bit paranoid, though.

แนวคิดที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของไฮเออร์ก็คือ การบริหารจัดการแบบปลาดุก  ที่จริงแล้ว มันเป็นการยอมรับว่า องค์กรแห่งนี้ก็ยังมีหัวหน้างานอยู่แม้จะบอกว่าองค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรที่ปราศจากหัวหน้า  ถึงกระนั้น แนวคิดนี้ค่อนข้างจะเหมือนคนเป็นโรคหวาดระแวง

It’s explained like this: in the sea, a lone catfish creates a commotion when it swims near a school of other fish. Live salmon are transported to market with a catfish in the tank, to keep them active and lively.

มันอธิบายได้อย่างนี้  ในทะเล ปลาดุกเพียงตัวเดียวสามารถสร้างความปั่นป่วนเมื่อมันว่ายเข้าใกล้ฝูงปลาชนิดอื่น ๆ  ปลาซัลมอนเป็น ๆ จะถูกขนส่งสู่ตลาดโดยมีปลาดุกหนึ่งตัวอยู่ในถังเพื่อทำให้พวกมันกระตือรือร้นและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

Haier gives each of its many division bosses a “catfish” shadow manager, who is poised to take over if the man or woman in charge falters. Three months of missed targets, and the catfish deposes the leaders he or she has been shadowing.

ไฮเออร์จะมีปลาดุกสำหรับหัวหน้างานของแต่ละแผนก เรียกว่าผู้จัดการเงา ซึ่งจะรอจังหวะที่จะยึดตำแหน่งซึ่งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่เกิดทำพลาดขึ้นมา  ถ้าไม่สามารถทำงานได้ตามเป้าหมายในสามเดือน ปลาดุกก็จะทำการขับไล่หัวหน้าหน้าที่เขาหรือเธอทำตัวเป็นเงาอยู่

Sounds ruthless, but the manager (of air conditioners) who I heard from thought it reasonable and even stimulating. Not sure whether Mr Zhang has a catfish, though.

ฟังดูแล้วช่างโหดร้าย แต่ผมได้ยินผู้จัดการของแผนกเครื่องปรับอากาศพูดว่า มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอีกทั้งช่วยกระตุ้นการทำงานอีกด้วย   ถึงกระนั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าคุณจางจะมีปลาดุกของเขาด้วยหรือเปล่า

แปลและเขียนเรียบเรียงโดย  ชาคริต กุลไกรศรี

Posted in Learning English | Tagged , , , , | Leave a comment

MSIT5 Gallery

This slideshow requires JavaScript.

Image | Posted on by | Leave a comment

ความสัมพันธ์ระหว่าง Unified Process กับ UML

ยูเอ็มแอล (UML) ย่อมาจาก Unified Modeling Language เป็นภาษาที่ใช้อธิบายแบบจำลองต่าง ๆ หรือเป็นภาษาสัญลักษณ์รูปภาพมาตรฐาน  สำหรับใช้ในการสร้างแบบจำลองเชิงวัตถุ    โดย
ยูเอ็มแอล เป็นภาษามาตรฐานสำหรับสร้างแบบพิมพ์เขียวให้แก่ระบบงาน (ดูเพิ่มเติม UML)

Unified Process เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติ (methodology) ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเวลาใดเราจะใช้ UML ตัวไหนในกระบวนการวิเคราะห์และออกแบบระบบด้วยวิธีเชิงวัตถุ (object-oriented)  โดย unified process จะแบ่งออกเป็นสองมิติคือ กระบวนการพัฒนาระบบซึ่งประกอบด้วยช่วงระยะ (phase) และโฟลว์การทำงาน (workflows)  โดย phase จะแสดงในแนวนอน และ workflow จะแสดงในแนวตั้ง ดังรูปข้างล่าง
lifecycleAgileUP

จากในภาพข้างบนจะเห็นว่ามีการแบ่งออกเป็น 4 phase  ซึ่งแต่ละ phase มีความหมายดังต่อไปนี้
– Inception ใช้แทนการเริ่มต้นของระบบ ซึ่งจะตรงกับ phase planning ของ UML
– Elaboration เป็นช่วงของการลงรายละเอียดของระบบ จะตรงกับ phase analysis และ design ของ
UML
– Construction เป็นช่วงของการสร้างระบบ ซึ่งจะตรงกับช่วง implementation ของ UML
– Transition เป็นช่วงของการส่งมอบระบบ ตรงกับช่วง implementation ของ UML เช่นเดียวกัน

ทั้ง 4 phase จะประกอบด้วย workflows ที่ทำงานอยู่ในแต่ละระยะ (phase) ดังต่อไปนี้
– Model คืองานการออกแบบ
– Implementation คืองานการจัดสร้างระบบทั้งหมด
– Test คืองานการทดสอบ
– Deployment คืองานการติดตั้งระบบใหม่แทนที่ระบบเดิม

ใน workflows 3 ตัวสุดท้าย เรียกว่าโฟลว์งานสนับสนุน (supporting workflows) ซึ่งเป็นกระบวนการที่จะต้องทำวนซ้ำไปเรื่อย ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบจะมีความถูกต้องสมบูรณ์และพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ประกอบด้วย
– Configuration Management คืองานการปรับแต่งระบบให้เหมาะสมตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมสอ
– Project Management คืองานบริหารจัดการโครงการ (การจัดคนให้ใช้งานระบบ การฝึกอบรมฯลฯ)
– Environment คือการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมให้พร้อมทำงาน (จัดห้อง servers ห้องทำงาน ฯลฯ)

ดังนั้น เราสรุปได้ว่า Unified Process คือกระบวนการทำงานซึ่งจะประกอบด้วย workflows ย่อย ๆ ในแต่ละระยะ (phase) ซึ่งในแต่ละ workflows ก็จะมีการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์และออกแบบ (UML) ที่แตกต่างกันไป  หรือ Unified Process เป็นตัวบอกว่างานใดในช่วงระยะเวลาใดจะใช้ UML diagram ตัวใดนั่นเอง

เขียนโดย  ชาคริต  กุลไกรศรี

Posted in System Analysis | Tagged , , | Leave a comment